Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

การอนุรักษ์ดิน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพังทลายหรือการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินนั้น จะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ติดตามมา เช่น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีมาบำรุงดินเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ตะกอนดินที่ถูกชะล้างทำให้แม่น้ำและปากแม่น้ำตื้นเขิน ต้องขุดลอกใช้เงินเป็นจำนวนมาก เราจึงควรป้องกันไม่ให้ดินพังทลายหรือเสื่อมโทรมซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการอนุรักษ์ดิน
1. การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม การปลูกพืชควรต้องคำนึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของดิน การปลูกพืชและการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน นอกจากนี้ควรจะสงวนรักษาที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้ใช้ในกิจการอื่น ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย เพราะที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมในการเพาะปลูกมีอยู่จำนวนน้อย
2. การปรับปรุงบำรุงดิน การเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่น การใส่ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก การปลูกพืชตะกูลถั่ว การใส่ปูนขาวในดินที่เป็นกรด การแก้ไขพื้นที่ดินเค็มด้วยการระบายน้ำเข้าที่ดิน เป็นต้น
3. การป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน ได้แก่ การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชบังลม การไถพรวนตามแนวระดับ การทำคันดินป้องกันการไหลชะล้างหน้าดิน รวมทั้งการไม่เผาป่าหรือการทำไร่เลื่อนลอย
4. การให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน การระบายน้ำในดินที่มีน้ำขังออกการจัดส่งเข้าสู่ที่ดินและการใช้วัสดุ เช่น หญ้าหรือฟางคลุมหน้าดินจะช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์






ประโยชน์ของดิน

ดินมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือ
1. ประโยชน์ต่อการเกษตรกรรม เพราะดินเป็นต้นกำเนิดของการเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ ในดินจะมีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรวมทั้งน้ำที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช อาหารที่คนเราบริโภคในทุกวันนี้มาจากการเกษตรกรรมถึง 90%
2. การเลี้ยงสัตว์ ดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ทั้งพวกพืชและหญ้าที่ขึ้นอยู่ ตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น งู แมลง นาก ฯลฯ
3. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แผ่นดินเป็นที่ตั้งของเมือง บ้านเรือน ทำให้เกิดวัฒนธรรมและอารยธรรมของชุมชนต่าง ๆ มากมาย
4. เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เนื้อดินจะมีส่วนประกอบสำคัญ ๆ คือ ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ กรวด ทราย ตะกอน และส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินซึ่งถ้ามีอยู่มาก ๆ ก็จะกลายเป็นน้ำซึมอยู่คือน้ำใต้ดิน น้ำเหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมลงที่ต่ำ เช่น แม่น้ำลำคลองทำให้เรามีน้ำใช้ได้ตลอดปี

                                                   ประโยชน์ด้านเกษตรกรรม

                                                  ด้านที่อยู่อาศัย

                                                 ที่อยู่อาศัยของสัตว์

การจำแนกดิน

ดินที่ปรากฏอยุ่ตามส่วนต่างๆ ของโลกมีลักษณะที่แตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญในการเกิดดินดังที่ กล่าวแล้วข้างต้น เพื่อสะดวกในกาศึกษานักปฐพีวิทยาจำแนกดินที่ปรากฏในส่วนต่างๆของโกเป็นหมวด หมู่ดังนี้

1. ความเป็นมาของการจำแนกดิน

ผู้ที่วางรากฐานสำคัญในการจำแนกดินคือ ดอคูเชฟ (V.V. Dokuchaiv) ซึ่งเป็นนักธรณีชาวรัสเซีย ต่อมาได้ชาวรัสเซียอีกคนหนึ่งชื่อว่า กลินกา (K.D. Clinka) ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมทำให้ผลงานการจำแนกดินของชาวรัสเซียแพร่หลายขึ้นและ มาร์บัท  ชาวอเมริกานำวิธีของรัสเซียมาเผยแพร่จัดพิมพ์ผลงานขึ้นในสหรัฐอเมริกา ปีค.ศ.1938  เรียกว่า “ระบบการจำแนกดินของกระทรวงสหรัฐอเมิกา” ระบบนี้เป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วโลกมากกว่า 25 ปี ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้พบข้อบกพร่องอยู่มากจึงมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่หลายปี และได้นำระบบการจำแนกดินแบบใหม่นำเสนอในที่ประชุมเรื่องดินนานาชาติ ครั้งที 7 ในปี ค.ศ.1960 จึงเรียกการจำแนกดินนี้ว่า “Seventh Approximation” หรือ “ระบบComprehensive Soil Classification System” (CSCS)

2. ระบบการจำแนกดิน

ระบบการจำแนกดินในปัจจุบันคือระบบ (CSCS) ให้ความสำคัญกับดินขั้นรายละเอียดค่อนข้างมาก การบอกความหมายของดินโดยใช้ภาษาละตินและภาษาอื่นผสมกัน ส่วนขั้นตอนในการจำแนกยังคล้ายแบบเดิม คือ จำแนกเป็นอันดับ(Order) อันดับรอง(Suborders) กลุ่มใหญ่ (Great groups) กลุ่มรอง(Families) วงศ์หรือเครือและชุดหรือลำดับ(Series)

3. อันดับดินตามระบบ CSCS

เดิมอันดับดินมีเพียง10 อันดับ หลังจากปรับปรุงในปีคศ 1998 ได้เพิ่มอันดับดินอีก 2 อันดับ คือ  แอนดิซอล (Andissoil) หมายถึง ดินภูเขาไฟและเกลิซอล (Gelisols) หมายถึงดินเขตหนาวที่แข็งตัว ซึ่งดินทั้ง12 อันดับมีดังนี้  ดินแอนติซอล   ดินอินเซพติซอล   ดินฮิสโตซอล   ดินออกซิซอล   ดินแอลฟิซอล  ดินอุลติซอล   ดินสโปโดซอล  ดินมอลลิซอล  ดินเวอร์ติซอล  ดินอริดิซอล   ดินแอนดิซอล   ดินเกลิซอล

ระบอบการเกิดดิน

ในการศึกษาระบอบดินจะใช้ปัจจัยและการกระทำที่มีอิทธิพลต่อการ พัฒนาดินเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ระบอบบอากาศจะเป็นตัวควบคุมระบอบของดินด้วย ดังนั้นในการจำแนกระบอบดินจึงเอาแบบอย่างมาจากการจำแนกระบอบอากาศ  ซึ่งระบอบดินสามารถนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกกลุ่มดินทั่สำคัญของโลกได้ นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพืชพรรณธรรมชาติ อย่างใกล้ชิดอีกด้วย โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้

1. ระบอบดินพอดซอล

ระบอบดินพอดซอล (regime of podzolization) หรือระบอบดิน “ขี้เถ้า” จะพบอยู่ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เย็น ลักษณะทั่วไปของดินระบอบนี้ ดินชั้นบนจะเป็นกรดที่เกิดจากขุยอินทรีย์ที่ผุพังและสลายตัวจากซากพืชซาก สัตว์  ดินชั้นเอ 2  มีลักษณะเป็นขี้เถ้าทีประกอบด้วยแร่ซิลิก้า อนุภาคคอลลอยด์ของอินทรีย์และออกไซด์ของเหล็กจะถูกชะซึมลงไปในดินชั้นล่าง ดังนั้น จึงทำให้ดินชั้นบนมีสีเข้มและแน่นทบางครั้งจะแข็งคล้ายกับหิน

2. ระบอบดินแลง

ระบอบดินแลง (regime of iaterization) เป็นระบอบดินที่เกิดขึ้นในเขตร้อนโดยมีความชื้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่จะพบในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นเกือบตลอดทั้งปี จากสภาพร้อนชื้นนี่เอง การที่ดินมีเหล็กไคว์ออกไซด์สูงจะทำให้ดินเหนียวและมีสีแดงบางครั้งจะแข็ง

3.ระบอบดินแคลเซียม

ระบอบดินแคลเซียม (regime of  calcification) จะพัฒนาขึ้นในบริเวณที่มีอัตราการระเหยของน้ำค่อนข้างสูง แต่ปริมาณหยาดน้ำฟ้าที่ตกลงมาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เป็นระบอบดินที่พบในเขพภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามีไม่เพียงพอที่จะชะล้างธาตุจำพวกด่างออกไปจากดินได้ หมด ทำให้ดินมีปริมาณไอออนของแร่แคลเซียมและแมกนีเซียมมาก

4. ระบอบดินกลี

ระบอบดินกลี (regime of gleization) เป็นระบอบดินพัฒนาขึ้นในภูมิประเทศที่มีการระบายน้ำต่ำ จึงพบอยู่ตามบริเวณที่ชื้นแฉะหรือภูมิอากาศเย็น  จึงทำให้อินทรืย์วัตถุยังคงรักษารูปทรงเดิมและทับถมกันอยู่ตามพื้นผิวดิน ใต้ชั้นนี้ลงไปจะเป็นดินกรีที่เหนียว มีสีน้ำเงินหรือน้ำเงินปนเทาเพราะมีแร่เหล็กผสมอยู่ในดินต่ำ

5. ระบอบดินเค็ม

ระบอบดินเค็ม (regime of salinization ) เป็นระบอบบดินที่มีเกลือสะสมอยุ่ปริมาณค่อนข้างสูง มักจะพบอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบแห้งแล้งและมีการระบายน้ำไม่ดี น้ำจะไหลจากที่สูงโดยรอบมาแช่ขังอยู่  ต่อจากนั้นน้ำเหล่านั้นจะระเหยออกไปทิ้งพวกเกลือชนิดต่างๆเอาไว้  ส่วนใหญ่เป็นเกลือซัลเฟต และคลอไรด์ของแคลเซียมและดซเดียม

ดินเป็นส่วนประกอบของหินที่แตกละเอียด โดยมีองค์ประกอบหลายประการที่ทำให้วัตถุต้นกำเนิดดินพัฒนากลายเป็นดินขึ้นมา ดินบางชนิดจะมีกระบวนการเกิดอยู่กับที่แต่บางชนิดจะเกิดจากกระบวนการเคลื่อน ที่จากที่หนึ่งไปตกตะกอนทับถมอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งพัฒนาการของดินจะเกิดขึ้นได้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญท่มีอิทธิพลต่อการ กำเนิดดินดังไปนี้

 

 

1.วัตถุต้นกำเนิดดิน

วัตถุต้นกำเนิดดิน (parent materia) ดินมีต้นกำเนิดหลักคือหิน เมื่อหินชนิดต่างๆแตกออกมาแร่ธาตุ ที่อยู่ในเนื้อหินก็จะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้คอลลอยด์ของแร่ธาตุต่างๆ มีขนาดเล็ก ดินที่เกิดขึ้นใหม่เนื้อของดินจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับหินดานหรือวัตถุกำเนิดดินมากที่สุดแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของหินแต่ละชนิดที่ปลดปล่อยสู่ดิน แต่เมื่อระยะเวลาในการพัฒนาดินยาวนานขึ้น ดินอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของภูมิอากาศหรือปัจจัยด้านอื่นๆได้

2. ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ (landform) เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งในการพัฒนาดินในส่วนต่างๆ ของโลก กล่าวคือ ในลักษณะภูมิประเทศที่มีความลาดชันชั้นของดินที่ปรากฏอยู่จะบางมาก ทั้งนี้เพราะการชะพาของน้ำไหลกระทำได้สะดวก ส่วนในบริเวณที่ราบ การไหลของน้ำจะช้าจึงเป็นผลทำให้การชะพาของดินได้ยาก จึงทำให้ชั้นของดินหนา นอกจากนี้ตามบริเวณที่เป็นแอ่งหรือที่ลุ่มต่ำชั้นดินจะหนา เนื่องจากน้ำได้พัดพาเอาตะกอนจากบริเวณที่สูงที่อยู่ใกล้เคียงมาทับถมไว้

3. เวลา

เวลา(time) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำเนิดดินและพัฒนาดินอย่างหนึ่ง นับตั่งแต่การสลายตัวผุพังมาจากวัตถุต้นกำเนิดดินกว่าจะพัฒนาถึงขั้นสมบูรณ์ แบบจะต้องใช้เวลาอันยาวนาน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใต้ดินจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า “การพลวัตของดิน”(dynamics of soil ) ดินที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆจะเป็นดินใหม่  อย่างไรก็ตาม การกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการพัฒนาของดินถึงขั้นสมบูรณ์แบบ (maturity) เป็นเรื่องยาก ทั้งนี้เพราะยังมีองค์ประกอบอื่นอีกหลายอย่างที่มาเกี่ยวข้อง ดินในเขตภูมิอากาศชุ่มชื้นและพื้นที่เป็นทรายกว่าจะพัฒนาถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ต้องใช้เวลาราว 100 – 200 ปีในขณะเดียวกันดินในเขตสูงสุดบางชนิดต้องใช้เวลาในการพัฒนาถึง1-6 ล้านปี เป็นต้น

4.ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศ (climate) มีความสำคัญต่อการกำเนิดและพัฒนาของดินมากที่สุด องค์ประกอบทางภูมิอากาศที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับดิน คือ ปริมาณฝน อุณหภูมิและลม

    4.1 ปริมาณฝน ความชื้นที่ได้รับจากน้ำฝนเป็นตัวกรองสำคัญที่ทำให้เกิดกระบวนการทางเคมี ซึ่งกระบวนการดังกล่าวทำให้หินและแร่ธาตุสลายตัวกลายเป็นดินได้โดยง่าย ส่วนดินที่เกิดแล้วจะเปลี่ยนแปลงต่อไป อย่างไรก็ตามการใช้ปริมาณหยาดน้ำฟ้าที่ตกลงมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มคือ

           4.1.1ดินพีดอลเฟอร์ (pedalfer) เป็นกลุ่มดินที่พบอยู่ในเขตภูมิอากาศชุ่มชื้นจึงมีแร่เหล็กและอลูมิเนียมผสม อยู่ในอัตราส่วนที่สูง

          4.1.2ดินเพโคดอล (pedocal) เป็นกลุ่มดินที่พบอยู่ในเขตภูมิอากาศแห้งแล้งหรือค่อนข้างแห้งแล้ง มีแร่ธาตุจำพวกแคลเซียมผสมอยู่มาก 

  4.2 อุณหภูมิ (temperature) อุณหภูมิเป็นองค์ประกอบทางภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อการเกิดและพัฒนาดิน 2 ประการคือ

          4.2.1 การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีของดิน โดยจะทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีของดินเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ ในเขตภูมิอากาศร้อนการกระทำทางเคมีของดินจะมากกว่าในเขตภูมิอากาศอบอุ่นหรือ เขตเย็น แต่จะไม่เกิดขึ้นเลยในเขตภูมิอากาศหนาวจัดที่พื้นดินปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

          4.2.2 การกระทำของแบคทีเรีย โดยการกระทำ ของแแบคทีเรียจะอยู่ในอัตราที่สูงในดินที่มีอุณหภูมิสูงในเขตภูมิอากาศร้อนชื้นแบคทีเรียจะบริโภคซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยผุพังอยู่ในดินเกือบหมด จึงทำให้เหลือปริมาณขุยอินทรีย์ในดินอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่วนเขตภูมิอากาศอบอุ่นแบคทีเรียจะลดน้อยลงจึงทำให้ซากพืชซาก สัตว์มีโอกาสสะสมอยู่ในดินมากขึ้น ดินจึงค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มากกว่าในเขตร้อน

   4.3  ลม (wind) หากเปรียบเทียบกับองค์ประกอบทางภูมิอากาศอื่นที่กล่าวมาแล้วข้างต้นลมจะมี ความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อการพัฒนาดินน้อยมาก ลมจะเป็นเพียงแต่ตัวการช่วยทำให้อัตราการระเหยของน้ำและความชื้นในดินเพิ่ม ขึ้น และขณะเดียวกันก็จะพัดพาเอาหน้าดินไปนอกจากนี้ลมยังช่วยทำให้วัตถุต้นกำเนิด ดินแตกออก และพัฒนาเป็นดินในลำดับต่ไปอีกด้วย

5. ปัจจัยด้านชีววิทยา

ทั้งพืชและสัตว์จะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาดินอย่างมาก  พืชที่ขึ้นปกคลุมพื้นดินเมื่อตายไปจะช่วยเพิ่มขุยอินทรีย์ในดิน อินทรีย์ในดินจะช่วยดักจับปะจุไฟฟ้าเช่นเดียวกับแร่ธาตุชนิด อื่นๆ การพัฒนาขุยอินทรีย์จะเกิดจากกระบวนการออกซิเดชันขึ้นกับซากพืชและซากสัตว์ อย่างช้าๆ เมื่อความชื้นเข้าเกี่ยวข้องจะกลายเป็นกรดอย่างอ่อนๆ เรียกว่า ” กรดอินทรีย์”   กรดดังกล่าวจะช่วยในการสลายวัตถุต้นกำเนิดดินให้กลายเป็นดินต่อไป สำหรับอิทธิพลของสัตว์และพืชที่มีต่อการพัฒนาดิน จะมีผลทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงไป เช่นไส้เดือนจะช่วยทำให้ดินร่วนซุย

                                 ซากสัตว์ส่งผลต่อโครงสร้างของดินให้เปลี่ยนไป

ดินในส่วนต่างๆของโลกจะมีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังต่อไปนี้

1. ความหนาแน่นของชั้นดิน

ดินจะมีความอุดมศมบูรณ์ของดินมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชั้นของดิน ดินที่มีชั้นหนาจะมีแร่ธาตุสะสมอยู่มากและสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มากเช่นกัน บริเวณที่ดินมีชั้นหนามักจะปรากฏอยู่ในเขตที่วัตถุต้นกำเนิดผุกร่อนได้อย่าง รวดเร็ว แต่การพังทลายช้า ถ้าหากปล่อยให้ดินเกิดการพังทลายตลอดจะส่งผลทำให้ดินบาง แร่ธาตุอินทรีย์วัตถุสูญเสียไปด้วย

2. เนื้อดิน

เนื้อของดินจะประกอบไปด้วย กรวด ทราย ทรายแป้ง และเม็ดดินเหนียวถ้าหากอัตราส่วนการผสมของอนุภาคดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ เหมาะสม จะทำให้ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกและอัตราส่วนผสมของอากาศ น้ำ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อยู่ในดินก็ต้องเหมาะสมด้วย

3. ส่วนประกอบทางเคมี

ส่วนประกอบทางเคมีมีอิทธิพลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน คือแร่ธาตุ ตามปกติแล้วแร่ธาตุที่ดินขาดแคลนมากแต่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ “แร่พวกด่าง” ซึ่งเป็นแร่ที่ละลายน้ำได้ง่าย เช่น ไนเตรต โพแทสเซียมและแคลเซียม เป็นต้น แร่บางชนิดผสมอยู่ในดินเพียงเล็กน้อยก็พอต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน ทองแดง ฯลฯ ถ้าหากแร่ธาตุชนิดใดชนิดหนึ่งลดลงหรือขาดแคลนจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช แร่ธาตุบางชนิดถ้าหากพบอยู่ในดินมากเกินไปจะทำให้เกิดมลพิษขึ้น เช่น อะลูมิเนียม สารหนู แบเรียม โครเมียม  ฯลฯตามปกติแล้วพืชส่วนใหญ่จะทนพิษจากแร่ธาตุเหล่านี้ได้ดีกว่าสัตว์

    

                                   ความอุดมสมบูรณ์ของดินและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดิน

 4. สิงมีชีวิตในดิน

สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดินตั่งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงแมลงไส้เดือนจะมีส่วน ส่งเสริมใหห้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตในดินเหล่านี้จะช่วยทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงทั้งทาง กายภาพและทางเคมี

ไส้เดือนและมลงที่อาศัยอยู่ในดิน

5. ความเป็นกรดเป็นด่าง

ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะขึ้นอยุ่กับความเป็นกรดเป็นด่างด้วย ทั้งนี้เพราะพืชส่วนใหญ่จะไม่ชอบดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างที่รุนแรง ดินที่มีสภาพเป็นกรดจัดมักจะเหนียว รสเปรี้ยว สีค่อนข้างจาง ส่วนดินที่เป็นด่างจัดจะมีรสฝาดและยาลำบากในการตรวจสอบจากการสังเกตได้ ดินที่ได้ชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์จึงต้องมีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างไม่ รุนแรงนัก

6. ขุยอินทรีย์

ดินจะมีความอุดมสมบูรณ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมารขุยอินทรีย์ที่ผสมอยู่ใน ดิน ตามธรรมดาแล้วดินที่มีขุยอินทรีย์ผสมอยู่เพียงร้อยละ 5 จะเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของพืช แต่ถ้าหากมากหรือน้อยเกินไปจะเป็นอันตรายต่อพืชที่ขึ้นอยู่ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ปริมาณขุยอินทรีย์ที่เหมาะสมจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

อย่างไรก็ตามองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความอุดมสมบูรณ์ที่กล่าวไว้ จะชี้ให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของดินจะต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ใช้องค์ประกอบเพียงอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น

ส่วนประกอบของดิน

โดยปกติแล้วเนื้อดินจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลวและก๊าซ ดินที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของพืชจะต้องมีของแข็ง ของเหลวและก๊าซในอัตราส่วนที่สมดุลกัน และสอดคล้องกับความต้องการของพืชแต่ลละชนิดสวนประกอบที่สำคัญของดินอาจแบ่ง ได้ดังนี้

                                                        ปริมาตรของแต่ละส่วนประกอบของดิน

 

1. อนินทรียวัตถุ

อนินทรียวัตถุ(inorganic matter) ประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งแร่ธาตุนั้นนับเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของดินซึ่งมีอยุ่มากมายหลายชนิด และจะผันแปรไปตามชนิดของดิน แร่ธาตุที่ประกอบอยู่ในดินมากที่สุดคือ ออกซิเจน  มีร้อยละ47  รองลงมาคือซิลิคอน มีร้อยละ 28  และอะลูมิเนียม เหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียมรวมกันแล้วมีประมาณร้อยละ23 สำหรับแร่ธาตุที่ีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอศฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส โบรอน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัมและคอลรีนเป็นต้น

2. อินทรียวัตถุ

อินทรียวัตถุ(organic matter) ประกอบด้วยวัตถุต่างๆที่เกิดจาการเน่าเปื่อยผุพังของสิ่งมีชีวิตปะปนอยุ่ใน ดิน รวมทั้งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยหรือเจริญเติบโตอยู่ในดินด้วยซึ่งสิ่ง ต่างๆทั้งหมดนี้สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้

    2.1 อินทรียวัตถุที่ยังมีชีวิต เช่นไส้เดือน แมลงและแบคทีเรียชนิดต่างๆซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะช่วยทำให้เกิดการย่อย สลายซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมอยู่เพิ่มธาตุอาหารแก่พืชและทำให้ดินร่วนซุย เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช

    2.2 อินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อยผุพังบางส่วน ส่วนที่ผุพังจะกลายเป็นขุยอิทรียในดิน ส่วนที่เหลือจะเป็นดินร่วนซุย

2.3 อินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อยจนไม่ปรากฏโครงสร้างเดิมให้เห็น การ เน่าเปื่อยของอินทรียวัตถุจะทำให้เกิดก๊าซขึ้น ต่อมาเมื่อน้ำไหลเข้าไปผสมจะทำให้เกิดสารประกอบชนิดใหญ่ขึ้นมาและพืชสามารถ นำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้

                                        ไส้เดือนและแมลงให้ธาตุอาหารกับพืช

 

3. น้ำในดิน

น้ำในดิน (soil water ) เป้นส่วนประกอบที่สำคัญของดิน สำหรับความชื้นที่ปรากฏในดินแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป ดินเหนียวจะอุ้มน้ำได้ดีกว่าดินทรายและดินร่วน ทั้งนี้เพราะขนาดช่องว่างในเม็ดดินแตกต่างกันน้ำที่ปรากฏอยู่ในดินจะแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด คือ

     3.1 น้ำประกอบทางเคมี (chemical combined water) เป็นความชื้นที่แทรกอยุ่ในอนุภาคของเม็ดดินและสามารถทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุที่อยู่ในดินได้

     3.2 น้ำเหลื่อ (free water) คือน้ำที่ซึมอยู่ระหว่างเม็ดดิน แต่ไม่อยู่ในในวิสัยที่เม็ดดินจะดูดซับเอาไว้ได้อจึงมีอิสระที่จะไหลไปตามแรงดึงดูดของโลก น้ำชนิดนี้มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชไม่มากนัก

     3.3 น้ำซับ (capillary water) เป็นน้ำที่ซึมซับอยุ่ตามผิวอนุภาคของเม็ดดินบางครั้งจะซึมอยู่เต็มช่องว่าง ของเม็ดดิน จึงทำให้สภาพทั่วไปของเนื้อดิน ชุ่มชื้นแต่ไม่ถึงกับแฉะ เป็นน้ำที่พืชสามารถนำมาใช้ในการเจริญเติบโตได้

     3.4 น้ำเยื่อ (hygroscopic water) เป็นความชื้นที่อนุภาคของแข็งในเม็ดดินดูดจับเอาไว้ โดยจะมีปริมาณไม่มากนัก บางที่เรียกน้ำชนิดนี้ว่า “น้ำจับดิน” น้ำชนิดนี้เชื่อว่าน้ำชนิดนี้จะมีลักษณะครึ่งแข็งครึ่งไอ

4. อากาศในดิน

อากาศในดิน (soil air) เป็นอากาศที่แทรกอยู่ในชั้นดิน  โดยมีลักษณะทั่วไปเหมือนกับอากาศบนดิน แต่ในดินจะมีส่วนของก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์สูงกว่าออกซิเจน สวนปริมาณของกีาซไนโตรเจนจะคงที่ ซึ่งก๊าซไนโตรเจนในดินจะมีคุณค่าต่อพืชก็ต่อเมื่อแบคที่เรียในดินช่วยเปลี่ยนไปเป็นไนเตรด ออกซิเจนจะเป็นก๊าซที่พืชดูดเข้าไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับคาร์บอนไดร์ออกไซด์